ประวัติของ คริสเตียโน โรนัลโด้ นักเตะระดับโลก ที่ไม่มีใคร ไม่รู้จัก!!

โรนัลโด้

โรนัลโด้ เป็นนักฟุตบอลชาวโปรตุเกส ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับยูเวนตุสในเซเรียอา และเป็นกัปตันทีมชาติโปรตุเกสคนปัจจุบัน โรนัลโด้เป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดเป็นอันดับหกในประวัติศาสตร์ฟุตบอล หลังย้ายจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มาอยู่กับเรอัลมาดริด ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ โรนัลโด้ได้รับค่าจ้างในการลงเล่นให้กับเรอัลมาดริดจำนวน 12 ล้านปอนด์ต่อปี ทำให้เขาเป็นนักเตะที่มีค่าตัวมากที่สุดในโลก

ประวัติของโรนัลโด้

โรนัลโด เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 ที่เกาะมาเดรา ประเทศโปรตุเกส เป็นบุตรชายของนายฌูแซ ดีนิช อาไวรู (เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2548 ขณะมีอายุ 52 ปี) กับนางมารีอา ดูโลรึช อาไวรู เป็นบุตรชายคนเล็กในพี่น้อง 4 คน ถึงแม้ตอนเกิดเขาจะคลอดก่อนกำหนดแต่ก็มีน้ำหนักสมบูรณ์ถึง 8 ปอนด์ ทวดฝ่ายมารดาของเขา อีซาแบล ดา ปีดาดึ มีพื้นเพมาจากประเทศกาบูเวร์ดี (เคปเวิร์ด)

ที่มาของชื่อโรนัลโด้นั้น บิดาของเขาเป็นผู้ตั้งให้ โดยได้แรงบันดาลใจจากชื่อของนายโรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบุคคลที่บิดาของโรนัลโด้ชื่นชอบตั้งแต่เรแกนยังเป็นนักแสดงอยู่

ครอบครัวของโรนัลโด้อาศัยอยู่ที่ย่านกิงตาดูฟัลเซา เขตซังตูอังตอนียูของเมืองฟุงชาล ซึ่งเป็นเขตที่มีประชากรยากจนอาศัยอยู่มาก โรนัลโด้เริ่มเล่นฟุตบอลที่นี่ ซึ่งในตอนเด็กเขาจะชอบเล่นฟุตบอลมาก บริเวณตามถนน พอตอนเขาอายุ 6 ขวบ เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังในทีมชุดใหญ่ของทีมอังดูรีญา (Andorinha) โดยการชักชวนของญาติเขาที่อยู่ในทีมนี้ พอถึงปี พ.ศ. 2538 โรนัลโด้ย้ายไปอยู่กับทีมนาซียูนัล (Nacional) โดยมีการจ่ายค่าตัวเป็นชุดฟุตบอลและลูกบอล

ประวัติของโรนัลโด้

การเริ่มต้นเล่นฟุตบอลของโรนัลโด้

1993-2001 เริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับทีมเยาวชน

โรนัลโด้ เริ่มเล่นฟุตบอลในขณะที่อายุเพียง 3 ปีเท่านั้น ก่อนที่จะเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังในทีมชุดใหญ่ของ ทีม Andorinha เมื่อตอนเขาอายุ 6 ขวบ จากการชักชวนของญาติเขาที่อยู่ในทีมนี้ และยังเป็นทีมที่บิดาของเขาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลชุดแข่งอีกด้วย พอถึงปี 1995 โรนัลโด้ ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับทีม Nacional โดยมีการจ่ายค่าตัวเป็นชุดฟุตบอลและลูกบอล หลังจากช่วย นาซิอองนาล คว้าแชมป์ระดับเยาวชนได้ โรนัลโด้ ในอายุ 12 ปี ก็ได้รับความสนใจจากสโมสรใหญ่ ๆ ของโปรตุเกสมากมาย แต่สุดท้าย โรนัลโด้ เลือกค้าแข้งกับ สปอร์ติง ลิสบอน ทีมโปรดของตัวเองในที่สุด

2001-2003 เล่นฟุตบอลกับสปอร์ติ้ง ลิสบอน

โรนัลโด้ เริ่มอาชีพค้าแข้งกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน เมื่อปี 1997 ในทีมระดับเยาวชน ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ก้าวขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้สำเร็จในปี 2001 ภายหลังพัฒนาฝีเท้าขึ้นจากทีมยู-16, ยู-17, ยู-18 และทีมชุดบี ตามลำดับ และเมื่ออายุ 17 ปี โรนัลโด้ ได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของสปอร์ติ้ง เป็นครั้งแรก และยิง 2 ประตู ในเกมที่พบกับ โมไรเรนส์ และเขาก็ยังก้าวไปติดทีมชาติโปรตุเกสชุดอายุต่ำกว่า 17 ปีในศึกชิงแชมป์ยุโรป อีกด้วย

 2003-2009 เล่นฟุตบอลกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแจ้งเกิดได้อย่างงดงาม

นับตั้งแต่ที่ โรนัลโด้ ย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาก็ได้รับทั้งคำชื่นชมอย่างมากมายในเรื่องทักษะ ความสามารถส่วนตัวของเขา โดยในฤดูกาล 2003-2004 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกของ โรนัลโด้ เขาต้องพบกับความกดดันในการเข้ามารับตำแหน่งหมายเลข 7 ของทีมต่อจากเบ็คแฮม และบรรดานักเตะระดับตำนานของ “ปีศาจแดง” ที่เคยใช้เบอร์นี้ในสีเสื้อ ยูไนเต็ด ไม่ว่าจะเป็น เอริค คันโตน่า, จอร์จ เบสต์ หรือ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ท่ามกลางความคาดหวังอย่างมากจากแฟนบอล จนทำให้เขาเคยไปขอเปลี่ยนเบอร์เสื้อจากหมายเลข 7 กลับไปเป็นหมายเลข 28 ที่เขาเคยใส่ในสมัยที่อยู่กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน แต่ก็ถูกทางสโมสร ปฏิเสธ เพราะเชื่อว่า โรนัลโด้ เหมาะสมกับการสืบทอดตำนานหมายเลข 7 ของ “ปีศาจแดง” ต่อไป

โรนัลโด้  ลงสนามให้ทีม”ปีศาจแดง” ครั้งแรกในเกมทีมถล่ม โบลตัน วันเดอเรอร์ส โดยเขาถูกเปลี่ยนเป็นตัวสำรองลงสนามในนาทีที่ 60 ของเกม และใช้เวลาไม่นานนักในการปรับตัวให้เข้ากับพรีเมียร์ชิพ และผลงาน 8 ประตู จากการลงสนาม 39 นัด ซึ่งรวมถึงประตูแรกของเขา ในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ที่เอาชนะ มิลล์วอลล์ 3-0 ที่มิลเลเนี่ยม สเตเดี้ยม ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Sir Matt Busby Player of the Year) ประจำฤดูกาล 2003/04

ในปี 2006  โรนัลโด้ กับ รุด ฟาน นิสเตลรอย กองหน้าเพื่อนร่วมทีม “ปีศาจแดง” มีเรื่องทะเลาะกันในสนามซ้อมคาร์ริงตัน โร้ด ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เคยมีข่าวลือว่า โรนัลโด้ จะโดนขายไปให้กับ ยูเวนตุส ทีมยักษ์ใหญ่ของอิตาลี ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,260 ล้านบาท) แต่นั่นก็เป็นแค่ข่าวลือ ก่อนที่ โรนัลโด้ จะต่อสัญญากับทีมออกไปจนถึงปี 2010

โรนัลโด้คว้านักเตะยอดเยี่ยม

2006-2007 โรนัลโด้คว้านักเตะยอดเยี่ยมของเกาะอังกฤษ

หลังศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมัน โรนัลโด้ ถูกแฟนบอลอังกฤษรุมโห่ไล่หลังจากที่มีส่วนทำให้ เวย์น รูนี่ย์ เพื่อนร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องถูกไล่ออกในเกมที่อังกฤษพบกับโปรตุเกส โรนัลโด้ถูกสื่อในอังกฤษกดดันและต่อว่า อย่างไรก็ดี โรนัลโด้ยังคงเล่นให้กับทีม “ปีศาจแดง” ต่อไป และเขาก็พาทีมออกสตาร์ตฤดูกาล 2006-2007 ได้อย่างสวยหรู ด้วยการถล่ม ฟูแล่ม ไปถึง 5-1 หลังจากนั้น โรนัลโด้ ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่มีอิทธิพลต่อทีมยูไนเต็ดมากที่สุด หลังจากซัดไป 6 ประตู จากการลงสนาม 3 นัด ซึ่งส่งผลให้เขาทำประตูรวมไปแล้ว 12 ลูก ก่อนที่จะมายิงเพิ่มได้อีก 2 ลูกในเกม ที่พบกับ วีแกน

นอกจากนี้ โรนัลโด้ ยังคว้ารางวัลให้กับตนเองมากมายในฤดูกาล 2006-20007 ไม่ว่าจะเป็น นักฟุตบอลยอดเยี่ยมและนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) (เป็นผู้เล่นรายที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ที่สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศทั้งสองมาครอบครองในเวลาเดียวกัน  ต่อจากแอนดี้ เกรย์ เคยทำได้เมื่อปี 1977 หรือ ราว 30 ปี) รวมถึงมีชื่อติดหนึ่งในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ร่วมกับเพื่อนทีม ยูไนเต็อีก 7 คน จากการโหวดของแฟนบอลทั่วสหราชอาณาจักร ยิ่งไปกว่านั้น โรนัลโด้ ยังได้รับรางวัลนักฟุตบอลโปรตุเกสยอดเยี่ยมแห่งปี, รางวัลจากสมาคมนักข่าวกีฬาอังกฤษ, นักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรและของแฟนบอลยูไนเต็ดอีกด้วย

2007-2008 โรนัลโด้พาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์

โรนัลโด้ ออกสตาร์ตฤดูกาลนี้ได้อย่างย่ำแย่ หลังโดนไล่ออกในเกมที่พบกับ พอร์ทสมัธ ก่อนที่จะกลับมายิงประตูให้ทีมเอาชนะ สปอร์ติ้ง ลิสบอน อดีตต้นสังกัดเดิมได้สำเร็จ ในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนั้นประตูจากปลายสตั๊ดของ โรนัลโด้ ก็ไหลมาเทมาอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในยุโรป บอลลีก หรือ บอลถ้วย ส่งผลให้ทีม “ปีศาจแดง” ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดช่วงครึ่งฤดูกาลแรก

ในวันที่ 2 ธันวาคม โรนัลโด้ ได้รับการประกาศให้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรปเป็นอันดับ 2 รองจาก ริคาร์โด้ กาก้า เพลย์เมกเกอร์จอมทัพของ เอซี มิลาน ก่อนที่ถัดมาอีก 2 สัปดาห์ โรนัลโด้ ก็ถูกประกาศให้คว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกอันดับ 3 รองจาก กาก้า อันดับ 1 และ ลีโอเนล เมสซี่  อันดับ 2 ตามลำดับ

ข้อมูล โรนัลโด้

2009 โรนัลโด้ ย้ายมาร่วมทีม เรอัล มาดริด อย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2009 หลังจากตกลงจรดปากกาเซ็นสัญญากับทาง “ราชันชุดขาว” เป็นเวลา 6 ปี พร้อมกับได้รับค่าเหนื่อยถึง 13 ล้านยูโร (520 ล้านบาท) ต่อซีซั่น รวมถึงค่าฉีกสัญาสูงลิบถึง 1 พันล้ายูโร (40000 ล้านบาท)

วันเปิดตัว “ซีอาร์9” ปรากฏว่ามีสาวกมาดริดิสต้า ไปรอต้อนรับที่ซานติเอโก้ เบร์นาเบว กว่า 80000 คนเลยทีเดียว เป็นการทำลายสิถิติแฟนบอลนาโปลี ที่เคยแห่ไปต้อนรับดีเอโก้ มาราโดน่า 75000 คนเมื่อครั้งย้ายจาก บาร์เซโลน่า ไปเล่นในเซเรีย อา เมื่อปี 1984

โรนัลโด้ ลงเล่นให้ต้นสังกัดครั้งแรกในเกมอุ่นเครื่องกับแชมร็อค ที่ไอร์แลนด์ ก่อนจะประเดิมเกมลีกในนัดที่พบกับ ลากอรุนญ่า ในวันที่ 29 สิงหาคม ซึ่งเจ้าตัวซัดประตูได้ทันทีอีกด้วย โดยในฤดูกาลแรกนี้ โรนัลโด้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการลงเล่นเป็นตังจริงทั้งหมด ถึง 35 นัด ทำประตูไปได้ 33 ประตู ซึ่งครองดาวซัลโวสูงสุดของ ลาลีกา ในฤดูกาลนั้น โดยโรนัลโด้ลงเล่นในตำแหน่ง กองหน้า และบางครั้งเขาอาจจะเล่นในตำแหน่ง ปีกซ้าย

2010-11 โรนัลโด้ เขาได้ถูกเปลี่ยนไปใส่เบอร์ 7

พอเข้าสู่ฤดูกาลที่ 2010-11 โรนัลโด้ เขาได้ถูกเปลี่ยนไปใส่เบอร์ 7 และพร้อมกับกุนซือคนใหม่ โชเซ่ มูรินโญ่ เทรนเนอร์ชาวโปรตุเกสที่รู้จักในตัวของโรนัลโด้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ “เจ็ทโด้” เค้นฟอร์มเก่งออกมาเรื่อย ๆ ในวันที่ 23 ตุลาคม 2010 เจ้าตัวเหมาคนเดียว 4 ประตู ทำให้เรอัล มาดริดถล่มราซิ่งฯ ไป 4-0 ทว่าไฮไลต์สำคัญในซีซั่นดังกล่าว คือเกมพ่าย บาร์เซโลนา คู่ปรับร่วมลีกถึง 0-5 ที่คัมป์นู

2011-12 ความสำเร็จและการพัฒนาระหว่าง มาดริด กับ โรนัลโด เป็นไปอย่างก้าวกระโดด

โดยฤดูกาลนี้ “ซีอาร์7” กดไปถึง 60 ประตู (รวมทุกรายการ) และยังสามารถทะลุไปถึงรอบรองชนะเลิศ ยูซีแดล แต่ก็แพ้บาเยิร์นมิวนิก ไป 1-3 จากการดวลจุดโทษ อย่างไรก็ตาม โรนัลโด้ก็สามารถนำทีมได้แชมป์ ลาลีกา ได้เป็นครั้งที่ 32 ของสโมสร

ส่วนในซีซั่นล่าสุด ภาพรวมของเรอัล มาดริด ตกต่ำมาก เพราะไม่มีโทรฟี่ติดมือแม้แต่รายการเดียว แถมยังมีการแบ่งแยกพรรคพวกกันด้วย อีกทั้ง โรนัลโด้ กลับไม่กินเส้นกับทางด้าน มูรินโญ่ อีกต่างหาก ส่งผลให้ เฮดโค้ชจากแดนฝอยทอง โดนปลดออกจากตำแหน่งไปในท้ายที่สุด ขณะที่ดาวยิงโปรตุเกต ก็ตกเป็นข่าวย้ายทีมทันที เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน โดยเป้าหมายอยู่ที่ทีมเก่าอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ทว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม โรนัลโด้ ออกมายืนยันแล้วว่า คงหมดโอาสกลับรังเก่าแน่นอนแล้ว

โรนัลโด้ เป็นดาวซัลโวสูงสุด

โรนัลโด้ เป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก

ประตูขึ้นนำของ โรนัลโด้ ที่ช่วยให้ยูเวนตุสขึ้นนำนาโปลี ในนาทีที่ 65 ของเกมซูเปอร์ โคปปา อิตาเลีย เมื่อคืนวันพุธที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา เป็นประตูประวัติศาสตร์ของโลกฟุตบอล เพราะเป็นประตูลำดับที่ 760 ของซูเปอร์สตาร์ลูกหนังชาวโปรตุเกส และทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่ทำประตูในเกมอย่างเป็นทางการมากที่สุดตลอดกาลคนใหม่

สถิติเดิมนั้นเป็นของ โจเซฟ ไบคาน สุดยอดดาวยิงชาวเช็กโกสโลวะเกีย ที่ทำไปทั้งสิ้น 759 ประตูตลอดชีวิตการค้าแข้งในปี 1931-1955 ขณะที่ลำดับที่ 3 คือ ‘The Black Pearl’ เปเล ราชาลูกหนังชาวบราซิล ที่ทำไป 757 ประตู

ผลงานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดความสำเร็จของดาวเตะวัย 35 ปีที่กำลังจะอายุครบ 36 ปีในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ ส่วนเป้าหมายต่อไปของโรนัลโด้ คือสถิติยิงประตูสูงสุดตลอดกาล (นับรวมเกมกระชับมิตร) ของเปเล ที่มีการบันทึกไว้ 1,279 ประตู และการนำทีมชาติโปรตุเกส คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปีหน้าที่ประเทศกาตาร์

การยิงประตูของโรนัลโด้

ประตูกับสปอร์ติ้ง ลิสบอน

รายการ ประตู เกม
พริเมรา ลีกา โปรตุเกส 3 25
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก+ยูโรป้า ลีก 0 3
โปรตุเกส คัพ 2 3
รวม 5 31

ประตูกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

รายการ ประต เกม
พรีเมียร์ลีก 84 196
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 16 55
เอฟ เอ คัพ + ลีก คัพ 17 38
ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 1 2
คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 0 1
รวม 118 292

ประตูกับเรอัล มาดริด

รายการ ประตู เกม
ลาลีก้า สเปน 311 292
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 105 101
โกปา เดล เรย์ 22 30
ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2 2
ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 6 6
สแปนิช ซูเปอร์ คัพ 4 7
รวม 450 438

ประตูกับยูเวนตุส

รายการ ประตู เกม
เซเรีย อา 68 81
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 14 21
โคปปา อิตาเลีย 4 9
อิตาเลียน ซูเปอร์คัพ 2 3
รวม 88 114

ประตูกับทีมชาติโปรตุเกส

รายการ ประตู เกม
กระชับมิตร 18 49
ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 30 38
ยูโร รอบคัดเลือก 31 35
ยูโร รอบสุดท้าย 9 21
ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 7 17
คอนเฟเดเรชัน คัพ 2 4
ยูฟ่า เนชันส์ ลีก 5 6
รวม 102 170

รวมประตูของ โรนัลโด้

สโมสร/ทีมชาติ ประตู เกม ค่าเฉลี่ย
สปอร์ติ้ง ลิสบอน 5 31 0.16
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 118 292 0.40
เรอัล มาดริด 450 438 1.03
ยูเวนตุส 88 114 0.77
โปรตุเกส 102 170 0.60
รวม 763 1,045 0.73

เกียรติยศที่ได้รับของ โรนัลโด้

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

    • พรีเมียร์ลีก (3): 2006–07, 2007–08, 2008–09
    • เอฟเอคัพ (1): 2003–04
    • ลีกคัพ (2): 2005–06, 2008–09
    • เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ (1): 2007
    • ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (1): 2007–08
    • ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก (1): 2008

เรอัลมาดริด

    • ลาลิกา (2): 2011–12, 2016–17
    • โกปาเดลเรย์ (2): 2010–11, 2013–14
    • ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา (2): 2012, 2017
    • ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (4): 2013–14, 2015–16, 2016–17, 2017–18
    • ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก (3): 2014, 2016, 2017

ยูเวนตุส

    • เซเรียอา (2): 2018–19, 2019–20
    • ซูแปร์โกปปาอีตาเลียนา (2): 2018, 2020

เกียรติประวัติทีมชาติ

ทีมชาติโปรตุเกส

    • ฟุตบอลโลก: อันดับที่ 4 (1): 2006
    • ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป: รองชนะเลิศ (1): 2004
    • ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป: ชนะเลิศ (1): 2016
    • ยูฟ่าเนชันส์ลีก: ชนะเลิศ (1): 2018–19

ชีวิตส่วนตัวของโรนัลโด้

พ่อของโรนัลโดเป็นผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลเล็ก ๆ ที่ชื่ออังดูรีญา และพ่อเขาขอให้กัปตันทีมที่ชื่อฟือร์เนา โซซา (Fernão de Sousa) เป็นพ่อทูนหัว ส่วนแม่ของเขามีอาชีพเป็นแม่ครัว โรนัลโด้ช่วยเหลือครอบครัวเป็นอย่างดี ช่วยพี่สาวคนโตเปิดร้านขายเสื้อผ้าที่เกาะมาเดรา ส่วนพี่สาวอีกคน กาเตีย เป็นนักร้อง มีวงดนตรีชื่อ “Ronalda”

โรนัลโดประกาศว่าเขาได้กลายเป็นพ่อคนแล้ว เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 2010 โดยประกาศในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของเขา โดยพูดว่า เขาได้ลูกชายและต้องการความเป็นส่วนตัว โดยลูกชายของเขาชื่อว่าคริสเตียโน โรนัลโด้ จูเนียร์ ที่กำเนิดมาจากหญิงนิรนาม โดยเขาได้รับสิทธิในการดูแลเด็กอย่างสมบูรณ์ ภายใต้การดูแลจากแม่ของโรนัลโด้และพี่สาว

นอกจากนี้แล้ว โรนัลโด้ยังได้รับคำชื่นชมจากอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ นักแสดงระดับซุปเปอร์สตาร์ของฮอลลีวุด ซึ่งเป็นอดีตสุดยอดนักเพาะกายโลก 7 สมัย ว่าเป็นนักฟุตบอลที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบที่สุดอีกด้วย